วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

12 ปี แฮร์รี่ พอตเตอร์

2011 คือปีที่ภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีอายุครบ 10 ปี แต่ความผูกพันของผมและตัวละครต่างๆ ในเรื่องนี้ มีมาก่อนหน้าที่ภาพยนตร์จะถูกสร้าง 2 ปี ดังนั้นจึงขอยกให้แฮร์รี่ พอตเตอร์ไป 12 ปีก็แล้วกัน

ครั้งแรกที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ตอนสมัยเรียนปีหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อนผู้หญิงต่างสาขาชื่อเจี๊ยบ เป็นคนที่นำเทรนหนังสือเล่มนี้มาสู่กลุ่มเพื่อนๆ เธอเที่ยวเล่าให้ใครต่อใครฟังว่า หนังสือเล่มนี้ มหัศจรรย์อย่างโน้นอย่างนี้ จำได้ว่าตอนนั้น แฮร์รี่ พอตเตอร์ แปลเป็นภาษาไทยมา 3 เล่ม ในตอนแรกผมก็ไม่คิดจะอ่าน เพราะโดยส่วนตัว ผมไม่นิยมวรรณกรรมแปล สักเท่าไหร่ ผมชอบอ่านหนังสือที่ประพันธ์โดยนักเขียนชาวไทยมากกว่า (ข้างหลังภาพ แม่เบี้ย บ้านทรายทอง เป็นที่โปรดปรานของผมมากๆ) แต่พักหลังๆ ทุกครั้งที่ไปเรียนที่ตึก RN ซึ่งในยุคนั้น นิสิตแทบทุกคนต้องไปเรียนวิชาอะไรสักอย่างที่นั่น ผมจะเห็นสาวๆ ถือหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์กันหนาตา และมากถึงขั้นนั่งรวมกลุ่มอ่านหนังสือเล่มนี้กันเป็นเรื่องเป็นราว


2 ปีต่อมา ผมและนักเรียนฮอกวอร์ตแปลกหน้า รวมตัวกันที่ร้านหนังสือดอกหญ้า สาขาอุดรธานี เพื่อซื้อหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 4 ซึ่งวางจำหน่ายเป็นวันแรก แต่ที่ทำให้ผมจดจำได้ไม่ลืมเลือน คือ เวลานั้นมันเป็นตอนหกทุ่ม!

ผมใช้เวลา 3 วัน ไปกับหนังสือที่มีความหนา 829 หน้า ราวกับว่าโลกแห่งเวทย์มนต์ตรึงผมไว้ชั่วกาล เด็ดไปกว่านั้นคือเพื่อนๆ ของผมหลายคน อ่านจบภายใน 1 วัน (เฉลี่ย 1 หน้าใช้เวลาอ่านประมาณ 2 นาที ไม่หลับ ไม่นอน)

ในปีนั้นเอง จินตนาการของผู้อ่านทั่วโลก ก็ปรากฎบนแผ่นฟิล์มเป็นครั้งแรก ผมกับนายโอ๊ต เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม เดินทางข้ามจังหวัดไปชมภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ที่โรงภาพยนตร์ปริ้นซ์ ขอนแก่น (ตรงใกล้ๆ กับสถานีขนส่ง ปัจจุบันเจ๊งแล้ว) จำได้ว่าโอ๊ตไม่ใช่แฟนหนังสือ แต่หลังจากดูจบเขาสัญญาว่าจะมาชมหนังเรื่องนี้ด้วยกันทุกภาคที่เข้าฉาย จนกว่าจะครบ

แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคสุดท้ายที่นายโอ๊ตมีโอกาสได้ดูกับผม คือภาค 4 (แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี) ในตอนจบ ตัวละครที่ชื่อเซดริก ดิกกอรี่ ได้จบชีวิตลงระหว่างการประลองเวทไตรภาคี เช่นเดียวกับนายโอ๊ต ที่จากโลกนี้ไป อย่างไม่มีวันกลับ

นับจากนั้น ทุกๆ ภาค ที่แฮร์รี่ พอตเตอร์เข้าฉาย ผมจะระลึกถึงเพื่อนของผมคนนี้เสมอ

ปี 2011 ผมได้มีโอกาสมาร่วมปิดตำนานความยิ่งใหญ่ของพ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ แม้ในภาคนี้จะเปลี่ยนจากฟิล์ม เป็นระบบดิจิทัล 3 มิติ (และระบบเสียงดอลบี้ 7.1 ครั้งแรกของโลก) ก็ตาม แต่ผมก็อยากบอกต่อให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน รวมไปถึงนายโอ๊ตเพื่อนรักว่า ภาคนี้ สนุก ตื่นเต้น ซาบซึ้ง ประทับใจมากๆ ยิ่งเป็น 3 มิติ ทุกอย่างยิ่งเติมเต็มให้มันกลายเป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า "always" คำพูดสั้นๆ ของสเนป

ได้กลายเป็นคำพูด ที่จะประทับอยู่ในหัวใจของผม และเหล่าแฟนๆ ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไปตลอดกาล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น