วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ปฎิบัติการล่าฝันกำจัดไขมัน

เมื่อปีที่แล้ว (2553) ผมมีความสุขกับการรับประทานขนมไข่แห้.... มากๆ ทุกครั้งที่ออกไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนครู ก็มักจะแวะซื้อขนมร้านนี้เป็นประจำ แต่แล้วสิ่งที่คาดคิดไว้ก็เกิดขึ้นกับผมจนได้ เมื่อผลการตรวจสุขภาพประจำปี บอกว่าไขมันในร่างกายของผมสูงกว่าเกณฑ์ แพทย์สั่งจ่ายยาลดไขมันให้ผม พร้อมกำชับว่า ถ้าไม่เปลี่ยนสันดานการกิน ยาที่ให้ไปก็ไม่เป็นผล


ผมตัดสินใจอดอาหารเย็น ตอนนั้นน้ำหนักผมอยู่ที่ 66 กก. ผมอดอาหารเย็นอยู่หลายสัปดาห์ น้ำหนักของผมลดลงไปอย่างใจหวังอยู่ที่ 63 กก. จากนั้นผมก็กลับมารับประทานอาหารตามปกติ

หนึ่งปีถัดมา น้ำหนักของผมอยู่ที่ 68 กก.

แน่นอนว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมเครียด แต่ก็มิได้นำพา ผมยังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติ แต่ผมก็เริ่มสังเกตเห็นสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอง ผมเริ่มฝันร้าย ปวดแขน (เพราะนอนทับแขน นอนหงายไมได้) เสื้อผ้าก็เริ่มหด เดินนิดหน่อยก็เหนื่อย แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับภาพถ่าย เมื่อตอนไปบรรยายที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นภาพที่ผู้เข้าฟังแอบถ่ายลง FB แล้วแทกภาพผมมา พระเจ้า!!! ผมจำตัวเองแทบไม่ได้

ผมตัดสินใจเข้าเว็บไซต์พันทิป ในห้องที่ร้อยวันพันปีไม่เคยได้แวะไปดู นั่นคือ โต๊ะเครื่องแป้ง ผมได้เจอกระทู้ของคุณ ScubaBall ซึ่งขอประกาศ ณ ที่นี้เลยว่า กระทู้ของคุณสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตของผมมากมาย

17 สัปดาห์ผ่านไป บรรลุเป้าหมายลดน้ำหนัก 10 กิโล

พออ่านกระทู้ พร้อมทั้งคอมเม้นท์ยาวเหยียด จบลง ผมแหงนมองท้องฟ้าด้วยแววตาเป็นประกาย (เวอร์ไปละ) ผมก็บอกกับตัวเองว่า ในเมื่อเขายังทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ อีกอย่างเคล็ดลับของเขา ก็ไม่ได้ใช้ยา ไม่ได้ออกกำลังอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีอะไรที่คนอ้วนๆ อย่างเราจะทำไม่ได้

ผมค่อยๆ สร้างบรรยากาศแห่งการลดน้ำหนักให้เกิดขึ้นรอบตัวผม มาดูกันว่า ในแต่ละวันผมทำอะไรบ้าง

ผมสรุปเคล็ดลับต่างๆ ที่อ่านได้ ปริ้นติดหน้าห้องน้ำ ซึ่งต้องเดินเข้าออกทุกวัน
ในนั้นจะบอกปริมาณอาหารที่ควรรับประทาน และพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ

ที่ขาดไม่ได้ คือ ตารางบันทึกน้ำหนัก หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็น
แต่ถ้าไม่บันทึกสถิติเอาไว้ เราอาจจะเผลอทำตัวเกเร
ผมถือคติว่า ถ้าไม่ลด อย่างน้อยก็ไม่ให้มันมากกว่าเดิม

ถัดมาคือ "ตัวช่วย" แม้ในกระทู้จะไม่ได้บอกเอาไว้ว่าจำเป็นต้องใช้ 
แต่อย่างน้อย มีไว้ก็อุ่นใจ

น้องแอ้พาไปซื้อที่โลตัส ตอนแรกลังเล แต่ไหนๆ ก็ตั้งใจจะลด ก็ลองดู เนเจอร์กิฟ 10 ซอง 99 บาท ส่วนคอฟฟี่เบิร์น ก็ราคาใกล้ๆ กันนี่แหละ คอฟฟีเบิร์นน้ำตาลจะน้อยกว่า พลังงานจากไขมันน้อยกว่า แต่ไม่อร่อยเท่าเนเจอร์กิฟ ผมจะทานหลังอาหารกลางวันเท่านั้น (เพื่อช่วยสลายไขมัน เพื่อนบอก !?!?!)

ผมเริ่มต้นด้วยการทำงานบ้าน ทำสวน หลังเลิกงาน คาดว่าจะเผาผลาญไปได้ร้อยกว่าๆ กิโลแคลลอรี จากนั้นก็จะวิ่งและเดินบนทางราบอีกนิดหน่อย สักสิบ ยี่สิบนาที ก็พอ แต่ข้าวเย็นจะทานน้อยมาก หลีกเลี่ยง งานเลี้ยงหรือบุฟเฟ่ เหล้า แอลกอฮอล์ ก็เลี่ยง (แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็กิน 555 แต่จะไม่ให้มันติดต่อกัน)

สองสัปดาห์ผ่านไป ผมลดลงมาได้ประมาณ 1.5 กิโลกรัม แม่บอกว่า "แค่นี้ไม่เรียกว่าลดหรอก" 555 (ไม่ให้กำลังใจกันเลยนะแม่!!) ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็เลยตัดสินใจให้รางวัลกับตัวเอง หลังจากพาแม่ไปทานข้าว และไปเยี่ยมน้องชายที่มหาวิทยาลัย ผมก็ได้ของขวัญให้ตัวเอง นั่นคือ ...

เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล ฮ่าๆๆ ราคา 399 บาท จากโลตัส สกลนคร
Made in China ชั่งได้ถึงสิ้นปี ถึงพังก็คุ้มแล้วหละ
ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเล็ง ไม่ต้องกะประมาณอีกต่อไป ใสๆ

สุดท้ายตามที่คุณ ScubaBall บอกเอาไว้คือ 1.เราต้องทำเรื่องลดน้ำหนักให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน (ตอนนี้ทำได้แล้ว) 2. เราต้องมีเป้าหมายที่จะพิชิต (ผมตั้งใจจะลดเหลือ 61 กก.) 3.หาแรงบันดาลใจ (ตอนนี้ยังหาไม่ได้)

แฟนเก่าเคยบอกผมว่า "พี่ไม่ต้องเครียดกับการลดน้ำหนักหรอก ไม่เห็นจะอ้วนเลย เท่านี้ก็น่ารักแล้ว" แล้วเป็นไง พอเลิกกัน เค้าก็หาแฟนใหม่ที่หุ่นเฟิร์มกว่าผมร้อยเท่าได้มั้ง 555 สรุปคือ ถ้าแฟนคุณ ยุให้คุณอ้วนเป็นหมูตอน อย่าไปเชื่อมัน! ถ้ารักกันจริง ต้องอยากให้เราดูดีอยู่เสมอ จริงไหมครับ

วันนี้ผมเดินขึ้่นลงเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล รอบที่ สามสิบแล้ว ผมมีความสุขมากๆ กับการชั่งน้ำหนัก เดี๋ยวคอนเสิร์ตเอเอฟ จะมาแล้ว ถ้าจบเอเอฟ ก็ไม่รู้จะดูอะไร 10 สัปดาห์มานี้ ทุกคืนวันเสาร์ผมจะไม่ออกจากบ้าน เพราะต้องดูเอเอฟ ทำให้เงินเหลือเก็บ ยังคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าไม่มีเอเอฟแล้วจะทำอะไร
ห้องน้ำของผมเอง พ่อเลือกกระเบื้องข้างฝา แม่เลือกกระเบื้องปูพื้น (เข้ากั้น เข้ากัน ....?)
เป็ดน้อยสีเหลืองบนชักโครก ขโมยมาจาก conrad hotel singapore

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น